All blog

最新のアップデート 17/09/2020
เลือกใช้ “หน้ากากอนามัย” อย่างไร ให้เหมาะกับการป้องกันโควิด-19 หรือมลพิษ PM2.5

เลือกใช้ “หน้ากากอนามัย” อย่างไร ให้เหมาะกับการป้องกันโควิด-19 หรือมลพิษ PM2.5

          หลายคนคงกำลังสงสัยอยู่ว่า สถานการณ์ปัจจุบันภายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาด  หรือวิกฤตมลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 ที่ประเทศไทยต้องพบเจอในช่วงปลายปีถึงต้นปีที่ผ่านมาและในโซนภาคเหนือที่ยังคงต้องพบเจอเรื่อยๆ สืบเนื่องจากปัญหาไฟป่า เราควรจะป้องกันสุขภาพอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรง แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ควรจะต้องมีเลยก็คือ หน้ากากอนามัย แต่ใครควรจะต้องใช้บ้าง และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์บ้าง มาดูกัน!

ประเภทหน้ากากอนามัยที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์/แต่ละบุคคล

          สถานการณ์โลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างโควิด-19 แพร่ระบาด ที่ในปัจจุบันมียอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสมเกินจำนวนหลักล้าน และยังไม่มีทีท่าแน่ชัดว่าจะจบลงเมื่อไหร่ หรือมลพิษทางอากาศอย่างฝุ่นควันทั่วไปตามท้องถนน ไปจนถึง PM2.5 ก็ตาม อย่างน้อยทุกคนก็ควรมีหน้ากากอนามัยไว้ป้องกันตัวเอง แบ่งตามประเภทของหน้ากากอนามัยให้เหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์ได้ประมาณ 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

1) หน้ากากอนามัยแบบผ้า

ลักษณะ : หน้ากากอนามัยแบบนี้มักมีราคาไม่สูง เนื่องจากทำมาจากผ้า โดยเราสามารถเลือกประเภทของผ้าได้ตามที่ตัวเองต้องการ มีรูปทรงดีไซน์ เนื้อผ้า และลวดลายให้เลือกหลากหลาย หาซื้อได้ง่าย และสามารถซัก-ตากแห้งเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำได้ การป้องกันอนุภาคละอองต่างๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อผ้าที่ใช้ และเนื่องด้วยเป็นวัสดุที่ไม่สามารถกันความชื้นได้เลยอาจเสี่ยงสะสมเชื้อโรคที่ลอยมาติดหน้ากากได้นานกว่าหน้ากากชนิดอื่น

แนะนำ : หากใครมีผิวที่ค่อนข้างระคายเคืองง่าย หรือเป็นสิวง่าย อาจเกิดการระคายเคืองหรือมีสิวขึ้นหนักในช่วงที่สวมใส่หน้ากากผ้าเนื่องจากเกิดการเสียดสีระหว่างเนื้อผ้ากับผิวได้ แนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าคอตตอนก็จะอ่อนโยนกับผิวมากกว่าแบบอื่น หรือหากใครที่ต้องการเนื้อผ้าที่สามารถกันละอองน้ำลาย หรือฝุ่นควันอนุภาคเล็กได้ อาจใช้หน้ากากผ้าที่ทำจากผ้ามัสลินหรือผ้าสาลูทบกัน 2 ชั้น ก็จะช่วยกันละอองอนุภาคเล็กได้เกือบเทียบเท่าหน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวได้เลย ฯลฯ

เหมาะกับใคร : ในสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด คนที่เหมาะกับการใช้หน้ากากอนามัยแบบผ้าคือ คนที่มีสุขภาพดี ไม่ได้เจ็บป่วยมีโรคประจำตัว ไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 และไม่ได้เดินทาง/ต้องอยู่ในสถานที่เสี่ยงที่ต้องพบเจอคนที่อาจติดเชื้อโควิด-19 ส่วนในสถานการณ์ที่ต้องเจอมลภาวะทางอากาศ เหมาะกับในสถานการณ์ปกติ เช่น ฝุ่นควันบนท้องถนนทั่วไปที่ไม่ใช่ฝุ่น PM2.5 ฯลฯ

2) หน้ากากอนามัยแบบใยสังเคราะห์ 3 ชั้น หรือหน้ากากอนามัยทั่วไปแบบใช้แล้วทิ้ง

ลักษณะ : หน้ากากอนามัยประเภทนี้มักจะมีการเลือกใช้วัสดุและกระบวนการผลิตอย่างดี คนละฝั่งมักจะมีสีที่ต่างกัน เช่น ฝั่งหนึ่งสีขาว อีกฝั่งสีเขียวหรือน้ำเงิน ฯลฯ ด้านนอกมีสารเคลือบป้องกันเชื้อโรคหรือไวรัสอยู่ หน้ากากประเภทนี้สามารถมั่นใจได้ว่า หากสวมใส่เราจะไม่ติดเชื้อโรคหรือไวรัสที่ลอยมากับอากาศหรือละอองน้ำลาย แต่หน้ากากอนามัยประเภทนี้สามารถหาซื้อได้ค่อนข้างยาก และมีราคาพอสมควร

แนะนำ : เวลาสวมใส่ควรเอาฝั่งสีขาวแนบเข้าหาใบหน้า เนื่องจากด้านในหรือฝั่งสีขาวจะช่วยดูดซับละอองน้ำ ทำให้ซับน้ำมูกน้ำลายได้ดีกว่า อีกทั้งยังนุ่มต่อผิว ลดการระคายเคืองเมื่อต้องเสียดสีกับผิวหน้าได้ดีกว่า และส่วนพับจีบของหน้ากากก็จะเป็นแบบหงายขึ้น ส่วนด้านนอกคือที่มีสีอื่นๆ เช่น สีเขียว, สีฟ้า ฯลฯ มักจะมีการเคลือบสารป้องกันการซึมของความชื้น ไม่ให้ซึมเข้ามาถึงจมูกและส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจของเราได้ การสวมใส่หลังคล้องที่หูทั้งสองข้างเรียบร้อยควรกดแถบลวดให้แนบสนิทกับใบหน้า และดึงส่วนล่างคลุมใต้คางให้เรียบร้อย นอกจากนี้ควรเลือกร้านที่มั่นใจว่า มีของที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีมิจฉาชีพได้นำหน้ากากอนามัยใช้แล้วหรือของปลอมไร้คุณภาพมาจำหน่าย

เหมาะกับใคร : ในสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด คนที่เหมาะกับการใช้หน้ากากอนามัยแบบใยสังเคราะห์ 3 ชั้น หรือหน้ากากอนามัยทั่วไปแบบใช้แล้วทิ้งคือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง อาจมีโรคประจำตัว หรือมีแนวโน้มว่าจะเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ เช่น ต้องเดินทางไปทำงานผ่านสถานที่แออัดเป็นประจำ หรือต้องอยู่ร่วมกับคนที่ต้องกักตัวหลังไปพื้นที่เสี่ยงมา ฯลฯ ส่วนในสถานการณ์ที่ต้องเจอมลภาวะทางอากาศ เหมาะกับคนที่ต้องเดินไปในที่แออัดเป็นประจำ เช่น รถสาธารณะ อาจใส่ไปในที่ที่มีมลพิษทางอากาศหนาแน่นได้ แต่จะป้องกัน PM2.5 ได้ไหม ต้องดูที่หน้าบรรจุภัณฑ์อีกครั้ง ฯลฯ

*เพิ่มเติม หน้ากากอนามัยแบบปกติและหน้ากากอนามัยแบบคาร์บอนต่างกันอย่างไร : สามารถกรองอนุภาคเล็กได้เหมือนกัน แต่แบบคาร์บอนช่วยกรองกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ด้วย

3) หน้ากากอนามัยแบบ N95

ลักษณะ : หน้ากากอนามัยที่มีราคาสูงที่สุด เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่ค่อนข้างซับซ้อน และการใช้งานก็ซับซ้อนไม่ต่างกัน หากไม่เคยใช้มาก่อนจะรู้สึกว่าใช้งานยาก และใส่เรียบร้อยรึยัง ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันสามารถทำได้ดี คุณภาพสูงที่สุด ป้องกันอนุภาคละอองขนาดเล็กมากได้ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ดี

เหมาะกับใคร : กระบวนการผลิตมีจำกัด ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดเช่นนี้ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องเจอผู้ป่วย และเชื้อโรคตลอดเวลาได้ใช้จะเหมาะสมที่สุด ส่วนในสถานการณ์ที่ต้องเจอมลภาวะทางอากาศ ในตอนนี้ค่อนข้างเหมาะกับคนที่อยู่ในพื้นที่ หรือเจ้าหน้าที่ดับไฟที่ต้องเสี่ยงเจอฝุ่น PM2.5 หนาแน่นในโซนภาคเหนือ ประเภทนี้ค่อนข้างเหมาะกับคนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงเจอเชื้อโควิด-19 หรือ PM2.5 มากๆ แต่หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปไม่ค่อยแนะนำ เนื่องจากมีราคาสูง และไม่ได้จำเป็นต้องใช้ N95 ขนาดนั้น

นอกจากการเลือกประเภทหน้ากากอนามัยให้เหมาะสมกับการใช้งานและสถานการณ์แล้ว ยังควรเลือกให้เหมาะกับผู้สวมใส่เพื่อให้การใช้งานป้องกันสุขภาพจากเชื้อโรคและฝุ่นผงมลภาวะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่อีกด้วย เช่น หากเลือกให้ลูกน้อย ควรเลือกหน้ากากอนามัยสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อให้สวมใส่แล้วพอดีกับรูปหน้า สามารถป้องกันสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การป้องกันสุขภาพนอกจากการสวมใส่หน้ากากอนามัย

อย่างที่หลายๆ คนน่าจะพอทราบกันว่า การสวมใส่หน้ากากอนามัย ไม่สามารถป้องกันสุขภาพจากเชื้อโรคโควิด-19 และสิ่งสกปรกอื่นๆ เช่น มลภาวะ ฯลฯ เข้าสู่ร่างกายได้แบบ 100% แต่จำเป็นที่จะต้องดูแลด้วยวิธีการอื่นๆ ควบคู่เพื่อให้การป้องกันสุขภาพสามารถป้องกันได้อย่างมีคุณภาพแบบ 100% ดังนี้

1) ล้างมือให้สะอาด

          หลายคนน่าจะติดนิสัยชอบเอามือมาสัมผัสใบหน้า ซึ่งทำให้เชื้อโรค หรือมลพิษที่ติดผิวมาสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากการสัมผัสของเรา ดังนั้น ก่อนจะเอามือมาสัมผัสหน้า, ถอดหน้ากากอนามัยออก หรือก่อนรับประทานอาหาร ควรทำความสะอาดมือของเราให้ถูกวิธีทุกครั้ง ด้วยสบู่ก้อนหรือสบู่เหลวก็ได้ ถูทำความสะอาดให้ทั่วฝ่ามือและหลังมือ โดยใช้เวลาประมาณ 20-30 วินาทีเท่านั้น แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่หากในกรณีที่ต้องออกไปข้างนอก ไม่สะดวกในการใช้สบู่และน้ำล้างมือ อาจพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือแทนก็ได้ โดยเลือกใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีส่วนประกอบเป็น Ethyl Alcohol เข้มข้น 70% ขึ้นไป และมีเลขจดแจ้งจากอย. สามารถตรวจสอบข้อมูลได้

2) เสริมเกราะป้องกันสุขภาพด้วยไอเท็มอื่นๆ

          นอกจากหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ที่ต้องพกติดตัวเวลาเดินทางในช่วงยามนี้แล้ว ยังควรพกไอเท็มอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันสุขภาพและเสริมความมั่นใจด้วย เช่น ทิชชูเปียกในการทำความสะอาดมือ ผิว สิ่งของที่ต้องสัมผัส, แว่นครอบตานิรภัย ช่วยป้องกันเชื้อโรคหรือมลพิษมาสัมผัสผ่านดวงตา ฯลฯ

          สุดท้ายนี้ อย่าลืมดูแลสุขภาพในช่วงนี้ให้ดีเป็นพิเศษ เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่นี้ เมื่อติดเชื้อแล้วต้องจ่ายค่าตรวจ และค่ารักษาพยาบาลในอัตราที่สูงมาก, หากเป็นหนักมีโอกาสถึงขั้นเสี่ยงเสียชีวิต และต่อให้จะรักษาหายร่างกายก็อาจจะไม่กลับมาเหมือนเดิม โดยเฉพาะปอดที่ถูกทำลายจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูและยังไม่มีวิธีทางการแพทย์ที่สามารถรักษาหายได้ เพราะฉะนั้นควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขในภายหลังแน่นอน แล้วเราจะผ่านวิกฤตโควิด-19 และมลพิษ PM2.5 นี้ไปด้วยกัน